รายงานวิเคราะห์ผลกระทบวิกฤตศรัทธาตลาดรับสร้างบ้านไทยและแนวทางฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภคเชิงกลยุทธ์

  • 18879_2

รายงานวิเคราะห์ผลกระทบวิกฤตศรัทธาตลาดรับสร้างบ้านไทยและแนวทางฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภคเชิงกลยุทธ์

รายงานวิเคราะห์ผลกระทบวิกฤตศรัทธาตลาดรับสร้างบ้านไทย และแนวทางฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภคเชิงกลยุทธ์ (กรณีศึกษากลุ่มผู้บริโภครวมตัวกันฟ้องร้องบริษัทรับสร้างบ้าน

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) รายงานผลกระทบจากกรณีอื้อฉาวของตลาดรับสร้างบ้านหลังจากเกิดเหตุการณ์การรวมตัวของผู้บริโภคจำนวนมาก เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทรับสร้างบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมาก โดยข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568 ระบุว่ามีกลุ่มผู้เสียหายกว่า 163 คน จากทั่วประเทศได้รวมตัวกันร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ขอบเขตของความเสียหายที่ประเมินมูลค่าก่อสร้างรวมสูงถึง 300 ล้านบาท ข้อกล่าวหาหลักที่ผู้เสียหายร้องเรียน มีพฤติการณ์ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน ได้แก่ การทิ้งงาน บริษัทถูกกล่าวหาว่าหยุดการก่อสร้างหลังจากที่ได้เบิกเงินงวดส่วนใหญ่ไปแล้ว การก่อสร้างล่าช้า ผู้เสียหายรายหนึ่งระบุว่าสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านมูลค่า 4.7 ล้านบาท มีกำหนดส่งมอบบ้านในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 แต่ ณ เดือนกันยายน 2568 (ล่าช้ากว่า 1 ปี 7 เดือน) บ้านที่ได้ยังคงเป็นเพียงโครงสร้างโล่งไม่มีหน้าต่างหรือประตูและไม่มีช่างเข้าทำงาน บางกรณีพบว่ามีการดองงานนานถึง 4 ปี และการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน นอกเหนือจากการทิ้งงาน ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างบ้านที่ไม่ได้มาตรฐานตามแบบที่ตกลงไว้

สมมติฐานเชิงวิเคราะห์ “สงครามราคา” (Price War) ในฐานะรากเหง้าของปัญหา
วิเคราะห์วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาฉ้อโกงตั้งแต่เริ่มต้น แต่เป็นผลพวงมาจากความล้มเหลวของโมเดลธุรกิจ (Business Model Failure) ที่นำไปสู่พฤติกรรมการฉ้อโกงภายหลัง ในกรณี 200 ครัวเรือน สร้างบ้านไม่ได้บ้าน ซึ่งเข้ากับกลยุทธ์การตลาดที่อันตราย คือการใช้ “สงครามราคา” (Price War) โดยการเสนอราคาค่าก่อสร้างต่อตารางเมตรในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมาก เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มที่มีงบประมาณจำกัดและใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ซึ่งกระบวนการที่นำไปสู่การล่มสลายสามารถอธิบายได้ดังนี้:

การตั้งราคาที่ไม่ยั่งยืน (Unsustainable Pricing) ผู้ประกอบการเสนอราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงหรือมีอัตราค่าดำเนินงานและกำไรที่ต่ำมาก จนไม่สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัสดุหรือค่าแรงได้
วิกฤตสภาพคล่อง (Cash Flow Crisis) เมื่อโครงการเริ่มดำเนินงาน ต้นทุนจริงสูงกว่าราคาที่รับงานไว ทำให้ประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง
การลดต้นทุนจนเสียมาตรฐาน เพื่อรักษาอัตรากำไร ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุนอย่างหนัก นำไปสู่การใช้วัสดุเกรดต่ำกว่าข้อตกลงหรือใช้ช่างที่ขาดทักษะฝีมือ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและมาตรฐานของบ้านลูกค้า
การใช้กลไกแบบ Ponzi (Ponzi-like Mechanic) เพื่อให้สามารถดำเนินต่อไปงานต่อไปได้ จำเป็นต้องเร่งปิดการขายลูกค้ารายใหม่ (โดยใช้ราคาต่ำเป็นตัวล่อ) เพื่อนำเงินมัดจำ (Deposit) และเงินงวดแรกของลูกค้ารายใหม่ มาหมุนเวียนจ่ายค่าแรงและวัสดุโครงการเก่าที่กำลังประสบปัญหา การล่มสลายของวงจร เมื่อวงจรนี้พังทลายลง (เช่น ไม่สามารถหาลูกค้ารายใหม่ได้เร็วพอ หรือโครงการเก่าเกิดปัญหาก่อสร้างที่ต้องแก้ไขจำนวนมากจนเงินหมุนไม่ทัน) ผู้ประกอบการจึงขาดสภาพคล่อง และการก่อสร้างหยุดชะงักทุกโครงการพร้อมกัน นำไปสู่การ “ทิ้งงานในที่สุด” ประเมินผลกระทบต่อความเชื่อมั่นกับ “การตอกย้ำ” ไม่ใช่ “การสร้างใหม่”

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของคดีตัวอย่างที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่การสร้างความกลัวใหม่ในตลาด แต่คือการยืนยันว่าความกลัวที่ผู้บริโภคมีอยู่เดิมนั้นเป็นเรื่องจริงและเลวร้ายยิ่งกว่าที่คิด ในบริบทเดิมของตลาดรับสร้างบ้านนั้นเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเว็บบอร์ดสาธารณะเต็มไปด้วยกระทู้เตือนภัย ตัวอย่างเช่น กลโกงของรับสร้างบ้าน, บทเรียนเตือนภัย จ้างบริษัทรับสร้างบ้านที่มีดีแค่การตลาด, และการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ทำไมวงการก่อสร้างถึงมีเรื่องทิ้งงานบ่อยมาก” ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลกระทบเชิงจิตวิทยาลำดับที่สอง (Second-Order Effect)

ความเชื่อเดิม ในอดีตผู้บริโภคเชื่อว่าปัญหาการทิ้งงานมักเกิดขึ้นกับ “ผู้รับเหมารายย่อย” หรือ “ช่างท้องถิ่น” ที่ไม่มีระบบการจัดการ
กลยุทธ์ลดความเสี่ยงเดิม ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงตัดสินใจยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อเลือกใช้บริการ “รับสร้างบ้านรายใหญ่” ที่มีชื่อเสียง มีการตลาดที่น่าเชื่อถือ มีหลายสาขาและคาดหวังความเป็นมืออาชีพ
การทำลายกลยุทธ์ “รับสร้างบ้านตัวอย่างรายนี้” ซึ่งถูกรับรู้จากผู้บริโภคในฐานะ “ผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่ง” ได้ทำลายกลยุทธ์การลดความเสี่ยงนี้อย่างสิ้นเชิง
ข้อสรุปใหม่ ข้อสรุปที่ผู้บริโภคได้รับคือ “แม้แต่บริษัทที่คิดว่าใหญ่ก็เชื่อถือไม่ได้” สิ่งนี้สร้างสภาวะ “วิกฤตศรัทธา” (Crisis of Faith) ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมอย่างมาก
ผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจ “อัมพาต” และ “การตลาดใต้ดิน”
วิกฤตศรัทธานี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคที่ตั้งใจเก็บเงินมานานเพื่อสร้างบ้าน กลับไม่กล้าตัดสินใจเลือกบริษัทใดเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดผลกระทบเชิงพฤติกรรมที่ซ่อนเร้น และอันตรายตลาดรับสร้างบ้านโดยรวม นั่นคือการทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ (The Chilling Effect & The Rise of “Dark Social”)

ข้อมูลสาธารณะที่ถูกกรอง สิ่งนี้บ่งชี้ถึงกลยุทธ์ “การฟ้องปิดปาก” หรือการข่มขู่ทางกฎหมาย (Legal Harassment) เพื่อลบการวิจารณ์เชิงลบออกจากพื้นที่สาธารณะ ทำให้ผู้บริโภครายใหม่ที่เข้ามาค้นหาข้อมูลมองไม่เห็นและเข้าใจผิดว่าบริษัทดังกล่าวมีประวัติที่โปร่งใส
การเสื่อมค่าของการตลาดดิจิทัล: เมื่อผู้บริโภคตระหนักว่าข้อมูลสาธารณะ (เช่น เพจ Facebook, รีวิวบนเว็บไซต์) ถูกควบคุม บิดเบือน หรือถูกลบออกด้วยกระบวนการทางกฎหมาย พวกเขาจึงเลิกเชื่อถือการตลาดแบบเปิด (Public Marketing)
พฤติกรรมการหาข้อมูลจึงเปลี่ยนไปพึ่งพา “Dark Social” หรือ “การตลาดใต้ดิน” (ช่องทางส่วนตัว) ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจจะเข้าไปตั้งกระทู้ของ “ประสบการณ์แย่ ๆ” และร้องขอให้ผู้มีประสบการณ์ส่งข้อมูล “หลังไมค์” (Private Message) ซึ่งเป็นข้อมูลที่พวกเขาเชื่อว่าจริงแท้และไม่ถูกกรอง (แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ยืนยันได้เสมอไป)
ผลกระทบที่ตามมาคือ บริษัทรับสร้างบ้านที่มีจรรยาบรรณและดำเนินงานอย่างมีคุณภาพ จะไม่สามารถใช้การตลาดแบบเดิม ๆ หรือการแสดงผลงานที่สวยงาม เพื่อสร้างความแตกต่างและความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ในขณะที่ผู้บริโภคต้องใช้ความพยายามสูงขึ้นอย่างมากในการค้นหาความจริง

ภูมิทัศน์ตลาดที่เปลี่ยนไปกับการปรับตัวของผู้บริโภคและอุตสาหกรรม

การปรับกระบวนทัศน์ของผู้บริโภคจาก “ราคา” สู่ “การตรวจสอบเชิงลึก” (Vetting)

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน ประเมินว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้กำลังบังคับให้ผู้บริโภค ต้องปรับเปลี่ยนการเลือกผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากมุ่งเน้น “ราคาถูก” (ซึ่งเป็นเหยื่อของกลยุทธ์สงครามราคา) ไปสู่การมองหา “ความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้” (Verifiable Trust) พฤติกรรมนี้สะท้อนผ่านการที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน และการพึ่งพาคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์จริง เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ควรมีความเคลื่อนไหวเพื่อกอบกู้วิกฤตศรัทธาควรดำเนินการสื่อสารเชิงรุก โดยการเผยแพร่คำแนะนำเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้บริโภค เช่น “เช็กลิสต์” (คำแนะนำการตรวจสอบเบื้องต้น) “สัญญา” (ที่ต้องเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย) “งวดงานต้องสัมพันธ์กับงวดเงิน” (ขจัดปัญหาเบิกเงินเกินงานจริง) ฯลฯ อย่างไรก็ตามวิกฤตนี้จะผลักดันให้ผู้บริโภคที่ตื่นตัวและมองหาความปลอดภัย เริ่มหันไปหาบริษัทที่มีจรรยาบรรณและดำเนินงานอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทรับสร้างบ้านก็จะถูกกดดันอย่างหนักจากสังคมให้ต้องรักษาและบังคับใช้มาตรฐานให้สูงขึ้นตามมา

มาตรการระยะยาวกับการสร้าง “มาตรฐาน” ที่จับต้องได้

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน ตระหนักดีว่า “เช็กลิสต์” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูศรัทธาในระยะยาว จึงได้จัดทำและนำ “คู่มือมาตรฐานการก่อสร้างบ้านพักอาศัย” (standard construction house manual) มาบังคับใช้กับสมาชิกทุกราย ควบคู่กับการใช้หลักเกณฑ์ความเป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่มีจรรยาบรรณและดำเนินงานอย่างมีคุณภาพ โดยคู่มือฯ จะระบุรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเตรียมงาน มาตรฐานวัสดุ-อุปกรณ์, มาตรฐานกระบวนการก่อสร้างทุกขั้นตอน, มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ, ไปจนถึงผลการตรวจและการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง เป็นต้น การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นของภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน จากเดิมที่อาศัย “การตลาดบนความเชื่อมั่น” (Trust-based Marketing) เช่น เชื่อในชื่อเสียงของแบรนด์ไปสู่ “การตลาดบนมาตรฐานที่ตรวจสอบได้” (Standard-based Marketing) เช่น ตรวจสอบได้ว่าบริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานกลางของสมาคมฯ

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน

หากมองการแก้ไขวิกฤตศรัทธาและป้องกันปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ภาคส่วนหลัก

สำหรับผู้บริโภค (มาตรการเชิงป้องกัน – Proactive Prevention)
ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” (Buyer) ไปเป็น “ผู้ตรวจสอบ” (Auditor)

ยกระดับการตรวจสอบ (Due Diligence) ให้เหนือกว่าเช็กลิสต์
– “เช็กลิสต์” เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสี่ยงจาก “สงครามราคา”

– ผู้บริโภคต้องตรวจสอบ “สุขภาพทางการเงิน” (Financial Health) ของบริษัทรับสร้างบ้าน (เช่น ตรวจสอบประวัติการชำระหนี้) เพื่อประเมินความเสี่ยงที่บริษัทจะล้มละลายจากโมเดลธุรกิจที่ตั้งราคาต่ำเกินจริง

– ต้องขอ “ตรวจสอบผลงานจริง” โดยการ “ขอชมบ้านตัวอย่าง” หรือ “สอบถามลูกค้าเก่า” โดยตรง ไม่ใช่เพียงการดูภาพถ่ายที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วในเพจ Facebook หรือเว็บไซต์

“ติดอาวุธ” ด้วยความรู้ทางกฎหมาย (Legal Literacy)
– ผู้บริโภคต้องตระหนักว่าตนเองได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออก “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559”

– ผู้บริโภคต้องใช้ประกาศฉบับนี้เป็น “เช็กลิสต์ทางกฎหมาย” เพื่อตรวจสอบร่างสัญญาทุกฉบับ ก่อนลงนาม

– การทดสอบสัญญาณอันตราย (The Red Flag Test) หากบริษัทรับสร้างบ้านใด ปฏิเสธที่จะแก้ไขข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคควรถือเป็น “สัญญาณอันตราย” (Red Flag)

การบริหารสัญญาและการจ่ายเงินอย่างเข้มงวด
– ห้ามจ่ายเงินก้อนแรกจำนวนมาก หรือจ่ายเงินล่วงหน้าเกินความจำเป็น

– การแบ่ง “งวดเงิน” ต้องสอดคล้องกับ “งวดงาน” ที่เสร็จสมบูรณ์จริงเท่านั้น ไม่ใช่แบ่งตามระยะเวลา เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่บริษัทเบิกเงินไปแล้ว ทิ้งงานหรือทำงานไม่คืบหน้า กลยุทธ์นี้จะช่วยตัดวงจร “เงินหมุน” ที่ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมักใช้ปฎิบัติ

สำหรับภาคอุตสาหกรรม (ผู้ประกอบการ)
ผู้ประกอบการในตลาดรับสร้างบ้านต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด

การบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจัง (Mandatory Enforcement)
– ต้องเร่งผลักดัน “คู่มือมาตรฐานการก่อสร้างบ้านพักอาศัย” และประกาศใช้เป็น “ข้อบังคับ” (Mandatory) สำหรับสมาชิกทั้งหมด ไม่ใช่เพียง “แนวทาง” (Guideline)

– สร้างกลไกประกันความเสี่ยง (Risk Mitigation Mechanism)

– กระบวนการทางกฎหมายในปัจจุบันนั้น ช้าเกินไปและไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายที่บ้านสร้างไม่เสร็จได้ทันท่วงที

– ควรผลักดันให้มีการใช้ “บัญชีกลาง” (Escrow Account) เป็นมาตรฐานสำหรับสัญญาก่อสร้างที่มีมูลค่าสูง โดยเงินงวดของผู้บริโภคจะถูกเก็บไว้ที่บุคคลที่สาม (เช่น สถาบันการเงิน) และจะถูกปล่อยให้ผู้รับเหมาก็ต่อเมื่อผู้บริโภคและตัวแทนธนาคารได้ลงนามอนุมัติว่างานในงวดนั้นเสร็จสิ้นตามมาตรฐานจริง กลไกนี้จะตัดวงจร “เงินหมุน” และปกป้องผู้บริโภคจากการทิ้งงานได้เกือบ 100%

ยกระดับความโปร่งใส (Radical Transparency)
– ควรสร้างฐานข้อมูลสาธารณะ (Public Database) ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามาตรวจสอบ “สถานะสมาชิก” และประวัติการร้องเรียนที่ได้รับการยืนยันแล้ว(Verified Complaint History) ของสมาชิกแต่ละรายได้แบบ Real-time

– บริษัทสมาชิกควรแสดงความโปร่งใสทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงล้มละลาย

สำหรับภาครัฐ (สคบ. และหน่วยงานกำกับดูแล)
ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลังเกิดเหตุ ไปเป็นผู้กำกับดูแลเชิงป้องกัน

เปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” (Reactive) เป็น “เชิงรุก” (Proactive)
– สถิติของ สคบ. ที่ระบุว่ามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างสูงถึง 297 เรื่องในปี 2568 (เพียงปีเดียว) แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาวงกว้างและเกิดขึ้นซ้ำซาก

– แทนที่จะรอรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหาย สคบ. ควรใช้อำนาจตามกฎหมายในการ “ตรวจสอบเชิงรุก” (Proactive Audits) โดยสุ่มตรวจสอบ “สัญญามาตรฐาน” ของบริษัทรับสร้างบ้านในตลาดว่ามีการใช้ข้อสัญญาที่ขัดต่อ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2559” หรือไม่ ก่อนที่ผู้บริโภคจะตกเป็นเหยื่อ

สร้าง “ทะเบียนกลางผู้รับเหมา” (Central Contractor Registry) และบัญชีดำ (Blacklist)
– ปัญหาหลักในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการที่ทิ้งงานสามารถปิดบริษัทเก่าและเปิดบริษัทใหม่ในชื่ออื่น (ที่เรียกว่า Phoenix Company) เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคต่อไปได้ไม่รู้จบ

– ภาครัฐควรจัดทำ “ทะเบียนกลาง” ที่ไม่เพียงแต่บันทึกประวัติของ “นิติบุคคล” แต่ต้องเชื่อมโยงประวัติการถูกฟ้องร้อง, การทิ้งงาน, หรือการล้มละลาย เข้ากับ “ชื่อของกรรมการบริษัท” ด้วย

– ระบบนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่า “เจ้าของ” หรือ “กรรมการ” ของบริษัทใหม่ที่กำลังจะจ้าง มีประวัติที่ไม่ดีจากบริษัทเก่าหรือไม่

ปฏิรูปกระบวนการเยียวยา (Reform Redress Mechanism):
– กระบวนการไกล่เกลี่ยปกติของ สคบ. หรือศาลผู้บริโภค ซึ่งอาจใช้เวลา 2-6 เดือน นั้นช้าเกินไปสำหรับผู้เสียหายที่บ้านถูกทิ้งร้างและต้องแบกรับภาระหนี้สิน

– ควรมีการจัดตั้ง “ศาลชำนาญพิเศษ” (Special Tribunal) หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งด่วน (Fast-Track Arbitration) สำหรับคดีทิ้งงานก่อสร้างโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยหรือคำสั่งศาลที่เป็นรูปธรรมภายใน 30-45 วัน

บทสรุป

วิกฤตการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้บริโภคกว่า 200 ราย ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทรับสร้างบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่ผู้บริโภคมองว่าเป็นรายใหญ่ ด้วยปรากฎภาพเผยแพร่โฆษณาในสื่อโซเชียลมากเป็นลำดับต้น ๆ ของภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศ ถือเป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

รายงานวิเคราะห์ฉบับนี้ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทรับสร้างบ้านแค่รายเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ที่ตอกย้ำและขยายผลความกังวลหรือกลัว และความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึกกับการว่าจ้างก่อสร้างบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล่มสลายของบริษัทรับสร้างบ้านที่ผู้บริโภคมองว่าเป็นรายใหญ่ ได้ทำลายกลยุทธ์การลดความเสี่ยงหลักของผู้บริโภค (คือการเลือกใช้บริษัทรายใหญ่แทนผู้รับเหมารายย่อย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นขยายวงกว้าง และทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะในอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน

ข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นเชิงกลยุทธ์แบบ 3 ประสาน ได้แก่ (1) การเสริมอำนาจผู้บริโภค ผ่านการยกระดับความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญา (Legal Literacy) และการตรวจสอบเชิงลึก (Due Diligence) ที่เข้มงวด (2) การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน โดยต้องผลักดันมาตรฐานวิชาชีพและกลไกประกันความเสี่ยงใหม่ เช่น บัญชีกลาง (Escrow Account) (3) การปฏิรูปบทบาทภาครัฐ (สคบ.) จาก “การตั้งรับ” (Reactive) ไปสู่ “การกำกับดูแลเชิงรุก” (Proactive) ผ่านการตรวจสอบสัญญาและการจัดทำบัญชีดำผู้ประกอบการ (Blacklist)

รายงานฉบับนี้ สมาคมฯ มิได้มีเจตนาจะกล่าวให้ร้ายหรือตำหนิติติงองค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเรียบเรียงถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นถึงความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน ซึ่งจำเป็นจะต้องตระหนักและตื่นตัวให้มาก ๆ สำหรับการดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

Share this post